ทำ Rate Card ยังไงให้ดูดี ลูกค้าเชื่อถือ ปิดดีลขายงานได้เร็วขึ้น

หลายคนอาจเคยเจอหรือเคยผ่านตากับคำว่า Rate Card มาบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาเคลียร์ข้อสงสัยสำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า Rate Card คืออะไร เพราะสำหรับผู้ที่ทำคอนเทนต์ อาจจะต้องเจอกับคำถามที่เกี่ยว Rate Card เข้าสักวัน ถึงตอนนั้นเราจะได้ตอบไปอย่างมั่นใจ หรือเตรียม Rate Card ของตัวเองเอาไว้ แบบไม่ต้องมานั่ง search หากันเลยค่ะ

Rate Card คืออะไร?

Rate Card เป็นเอกสารที่มีข้อมูลราคาและคำอธิบายของโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า อัตราค่าโฆษณาในสื่อต่างๆ ที่คุณตั้งราคาขึ้นมาเอง ปกติแล้วการที่แบรนด์หรือตัวแทนต่างๆ หาช่องทางในการติดต่อมาเพื่อที่จะลงโฆษณากับสื่อของคุณ สิ่งที่พวกเขาจะถามหาคือ Rate Card เพื่อนำไปทำแผนการตลาดและนำไปประกอบการตัดสินใจว่า เขาจะจ้างหรือไม่จ้างสื่อของคุณ Rate Card จึงเป็นสิ่งที่ควรมี และเตรียมพร้อมเอาไว้ เพื่อเสนอให้กับลูกค้าที่จะเข้ามาติดต่องานในอนาคต

ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรมีใน Rate Card เพื่อให้ผู้ที่ต้องการลงโฆษณาเข้าใจตรงกันมากที่สุด

  • ลิสต์ราคาแต่ละรายการของรูปแบบการลงโฆษณาทั้งหมด เพราะส่วนนี้จะทำให้ลูกค้ารู้จักเรา ว่าเรามีโฆษณาประเภทใดและราคาเท่าไหร่บ้าง
  • ตัวอย่างงานที่เราทำ ตัวอย่างบทความในแบบที่เราเคยทำ หรืองานที่เราถนัด เพื่อเสนอให้ลูกค้าได้เลือก
  • ตัวอย่างงานหรือโพสต์ที่ได้รับความนิยมและการตอบรับที่ดีบนสื่อของเรา สิ่งนี้จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
  • จำนวนผู้ติดตามเบื้องต้น โดยปกติแล้ว ลูกค้าจะแจ้งหรือวางแผนกลุ่มเป้าหมายมาให้เหมาะสมกับสินค้าและบริการของเขาอยู่แล้ว แต่การที่เรามีรายละเอียดผู้ติดตามของเราแบบนี้จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า เรามีผู้ติดตามตรงตามความต้องการของเขาหรือไม่
  • ลูกค้ารายเก่า แจกแจงลูกค้าที่เราเคยร่วมงานด้วย เพื่อความน่าเชื่อถือ และความเป็นมืออาชีพ ว่าเราเคยผ่านงานกับแบรนด์ต่างๆ มาแล้ว
  • เลขสถิติของการลงโพสต์ ความถี่ของการลงโพสต์ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสบายใจ
  • บทความ SEO ซึ่งข้อนี้ ถ้าหากคุณมีเว็บไซต์ของตัวเอง จะได้เปรียบเป็นอย่างมาก แนะนำให้ capture หน้าที่ติดอันดับบน Google มาเพื่อยืนยันให้ลูกค้าได้เห็นมูลค่าของการโฆษณาเพิ่มขึ้น
  • เงื่อนไขในการรับงานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก ให้เคลียร์ให้ชัดเจน ว่าสิ่งไหนที่เราสามารถทำได้/ทำไม่ได้ เช่น การไม่โพสต์ลามกอนาจาร  ไม่โพสต์แอลกอฮอร์ ไม่โพสต์การเมือง ฯลฯ
  • การ Boost Post หรือการส่งเสริม/โปรโมทโพสต์ มีการตั้งงบสำหรับการ Boost Post เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

ตั้งราคาอย่างไร ให้เหมาะสม

จริงอยู่ที่อาจจะไม่มีราคากลางให้เปรียบเทียบเหมือนอย่างวงการอื่นๆ จึงทำให้หลายคนเขินอายที่จะตั้งราคา เกรงว่าราคาจะแพงเกินไป จนไม่มีใครจ้าง หรือถูกเกินไปจนไม่คุ้มเหนื่อย จึงมีคำแนะนำง่ายๆ เบื้องต้นดังนี้

  • คิดราคาจากค่า Production บางคนอาจทำสิ่งนั้นเป็นอาชีพอยู่แล้ว เช่นวาดรูป ราคาเท่าไหร่ต่อใบ เขียนบทความ ราคาเท่าไหร่ต่อ 1 บทความ ก็ให้คิดค่าโฆษณาเพิ่มจากราคางานปกติไป และประเมินการคิดจากสิ่งที่แบรนด์จะได้รับ
  • ถามจากคนในแวดวงหรือคนที่รู้จัก หรือลองขอ Rate Card มาเป็นแนวทางในการคิดราคาของคุณเอง
  • ถามจากลูกค้าโดยตรง บางงานอาจจะต้องคิดราคาขึ้นใหม่ เพราะนอกเหนือจากที่ Rate Card ได้กำหนดเอาไว้ แต่ก็อาจจะต้องใช้สกิลในการต่อรองระดับนึง
  • ท้ายที่สุดแล้วต้องเป็นราคาที่คุณพึงพอใจ เหมาะสม และคุ้มเหนื่อย อย่าลืมว่าการตั้งราคาขึ้นมาจะต้องคิดต้นทุนทุกอย่างแล้ว รวมถึงค่าเวลาและค่าเสียโอกาสอื่นๆ ด้วย

 เครื่องมือตัวช่วยมากมายสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดในการออกแบบ

เขียนโฆษณา
ตัวช่วยทำคอนเทนต์

การสื่อสารให้เข้าใจตรงกันกับลูกค้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ยังไงก็ต้องได้รับข้อมูลมาอย่างครบถ้วนเสมอ สำหรับตัวช่วยในการทำเอกสารให้สวยงาม หรือมีดีไซน์ มีกราฟิกที่ดีนั้น หลักๆ จะมีแอพลิเคชั่นแนะนำ เช่น Canva, Adobe Spark, DesignLab Photo Editor ไว้ให้เราได้เลือกเทมเพลตเบื้องต้น และเลือกใช้รูปแบบที่สำเร็จรูปได้ฟรี แบบไม่มีค่าใช้จ่าย

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

การส่ง Rate Card โดยทั่วไปนั้น จะส่งกันในรูปแบบไฟล์ .pdf เพราะเมื่อลูกค้าเปิดไฟล์มาหน้าตาของไฟล์จะได้ไม่ผิดเพี้ยนจากต้นฉบับ ป้องกันตัวหนังสือเคลื่อนที่หรือภาพทับซ้อนกัน จะส่งผ่านกันทางอีเมล์หรือ attach file แต่ในกรณีหากไฟล์ Rate Card มีขนาดใหญ่หลาย MB แนะนำให้แชร์ลิงก์ผ่าน Google Drive เพราะจะมีระบบ feature version history เก็บประวัติการแก้ไข  และข้อมูลทุกอย่างไว้ในลิงก์เดิม ไม่ต้องกลัวข้อมูลหายหรือมีอะไรผิดพลาดผ่านการเปลี่ยนแปลง แก้ปัญหาการหาอีเมล์ไม่เจอ ลูกค้าทำอีเมล์หายได้เป็นอย่างดี